P.helpz View my profile

The GD

posted on 11 Mar 2009 20:48 by pphelpz





세상에 너를 소리쳐!
<< Shouting to you in the world >>

ตามล่าความฝัน, ความท้าทายของ BIGBANG ใน 13140 งาน


 

ความสามารถและทักษะมันต่างกัน
[G-dragon สัญชาตญาณผู้รังสรรค์]

"อย่าทำอะไรแค่พอเหมาะพอดี
ไม่ว่าจะเรื่องเรียน, ความฝัน หรือความรัก
ถ้าไม่กล้าเผชิญกับความหวาดกลัวในความล้มเหลวและหมดหวัง
ก็เหมือนกับไม่รักษามารยาทขั้นต่ำของความเป็นวัยรุ่น
ถึงจะล้มก็ไม่เป็นไร พวกเรายังเป็นแค่เด็ก~"


 

บทที่ 1 :: การมีความสามารถ คือสิ่งเดียวที่ยังคงอยากมีมากขึ้นอีกนิด

# ดนตรีดีๆ เป็นตัวแทนของผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลย
# ในความสับสนของตำแหน่งหัวหน้าวง
# Little Loola ก่อนเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดใน YG
# มันเป็นเรื่องโง่ยิ่งกว่าความล้มเหลวที่จะไม่พยายามและหวาดกลัวต่อมัน

 


- ดนตรีดีๆ เป็นตัวแทนของผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลย -

ผมจะรู้สึกดีถ้าได้ทำอะไรจริงจัง เวลาไปสนุกกับเพื่อนๆ ก็จะสนุกบ้าคลั่งกับมันให้ถึงที่สุด เวลาทำงาน เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของผมจะให้ความสนใจกับมันอย่างเต็มที่ พอทำไม่ได้ก็นอน นอนให้เหมือนหมีจำศีล 2 เดือนไปเลย เนี่ยแหล่ะสไตล์ของผม

ไม่ว่าเรื่องอะไร ผมจะเกลียดการทำอะไรเล่นๆ ไม่จริงจัง หรือการล้อเล่นแบบไม่รู้จะสื่ออะไร ผมมักจะถูกเข้าใจผิดบ่อยๆ ว่า "นายมันไร้ความเคารพ ทำตัวโง่ๆ หน้าตาไม่รับแขก" หรืออะไรทำนองนั้น แต่มันเป็นธรรมชาติของผมที่ทิ้งไม่ได้นะ แม้ว่ามันจะยากยังไง ถึงผมอยากจะบอกกับคนที่รู้สึกไม่สบายใจว่า 'ไม่ใช่นะครับ' ให้ตายแค่ไหน ท่าทางของผมที่สื่อความคิดออกมากลับรู้สึกได้ถึงภาพของ 'คนโหดร้าย' ตลอด

บางคนก็มีความฝันแบบเด็กๆ ส่วนบางคนก็มีความฝันที่น่าขันและเต็มไปด้วยความกังวลว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับผม ดนตรีสร้างแรงบันดาลใจให้หัวใจและร่างกายของผม และทำให้ผมมีลมหายใจ เวทีสุดวิเศษทำให้หัวใจผมยังคงเต้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากผมไม่ได้เลือกเดินในสายดนตรี แล้วผมจะทำอะไรหน่ะหรือ? ผมเองคงไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามนี้ได้เหมือนกัน

ตอนที่ผมเป็นเด็กฝึกหัด ตั้งแต่ BIGBANG ยังไม่มีชื่อวง มีเพื่อนๆ ที่มาออดิชันรวมกับผมแล้วจำนวน 6 คน หลังออดิชันครั้งสุดท้ายจบลง ตอนนี้ก็เหลือสมาชิก 5 คน แต่ในตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่ากลุ่มที่จะสร้างขึ้นนั้นมีสองคนหรือสามคน เพราะว่ามันเป็นการแข่งขันเพื่อการอยู่รอดที่จะต้องมีใครซักคนถูกคัดออกหลังจากผลของการเทสต์ออกมา ตอนนั้นจึงเป็นช่วงเวลาบีบคั้นที่ผมต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเป็นคนที่จากไป

ผมเป็นเด็กฝึกหัดมา 6 ปีซึ่งนานกว่าคนอื่นๆ แต่เวลาก็เป็นแค่พันธะ ไม่ใช่ข้อได้เปรียบเลย ผมรู้ดีว่าด้วยอุปนิสัยของประธานยางฮยอนซอก หากความสามารถไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะฝึกมาแล้ว 6 ปี หรือ 60 ปีก็อาจถูกคัดออกได้เช่นเดียวกัน ผมกับยองเบ(แทยัง) จึงใช้ชีวิตบนความตื่นเต้นและเป็นกังวลมากกว่าคนอื่นๆ

ผมใช้เวลา 12 ชั่วโมงในหนึ่งวันไปกับการเต้น, ร้องเพลง, weight training, ได้รับการฝึกภาษาต่างประเทศเพิ่มประมาณ 2 ภาษา รวมบทเรียนกว่า 8 บทที่ร้องบอกถึงขีดจำกัดของร่างกาย กำลังกายของสมาชิกในวงเริ่มถูกกระตุ้นเหมือนกับแมวที่พองขน

ผมอยู่ในตำแหน่งของผู้นำ แม้ว่ามันจะเป็นทางแห่งการอยู่รอดอย่างไร แต่ผมก็ไม่อยากจะปล่อยมือของเพื่อนๆ ที่ร่วมหัวเราะและร้องไห้ไปกับผมในช่วงเวลาอันยาวนานนั้นเพียงเพราะเหตุผลอย่างหนึ่งที่ว่า ‘เพลงดีๆ’ .. ไม่สิ ผมไม่สามารถปล่อยมือได้เลยมากกว่า เพราะว่าหากไม่มีผู้ที่ล้มเหลวหนึ่งคน พวกเราทั้ง 6 ก็จะได้ ‘สิ่งๆ นั้น’ ที่พวกเราต้องการทุกคน และพวกเราก็จะก้าวไปใน 'ที่แห่งนั้น’ ที่พวกเราอยากจะไปด้วยกัน

แต่ว่า ความสามารถส่วนตัว, คาแรคเตอร์และความพยายามที่แตกต่างของพวกเราทั้ง 6 คนทำให้มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพายเรือลำเล็กๆ นี้ไปให้ถึงฝั่ง ไม่มีพื้นที่ว่างพอที่จะยินยอมอย่างใจดีให้กับความตกต่ำลงของแต่ละคน สมาชิกทุกคนเข้าใจความจริงนี้ดีแต่ว่า 'ความพยายามอย่างหนัก' ยังคงเป็นเพียงพื้นฐาน แต่ถ้าหาก 'ทำได้ไม่ดี' ทุกๆ คนก็รู้ถึงความโหดร้ายที่จะไม่สามารถอยู่ในเรือลำเดียวด้วยกันได้แน่นอน

 

 

-ในความสับสนของตำแหน่งหัวหน้าวง-

พวกเรามีจุดมุ่งหมายของชีวิตในอายุที่รวดเร็วเกินวัยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เวลาที่เพื่อนๆ กำลังท่องจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่โรงเรียน พวกเราก็ต้องจำตำแหน่งการเต้นและท่อน rap ในเพลง, เวลาที่เพื่อนๆ เล่นกีฬาเหงื่อโชกในโรงพละ พวกเราก็ต้องเรียนเต้นจนหอบในห้องซ้อม เวลาที่เพื่อนๆ สอบเสร็จและตะโกนร้องด้วยความดีใจ พวกเราก็กำลังเดินทางไปยังห้องซ้อมที่กำลังรอพวกเราอยู่พร้อมกับข้อสอบอีกอัน เวลาที่เพื่อนๆ ได้หยุดปิดเทอมและมีเวลานอนดึก แต่ปิดเทอมของพวกเราคือการต้องตื่นให้เช้ากว่าเดิม และต้องฝึกให้มากกว่าเดิม เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำในแต่ละวัน

เพื่อนๆ จะได้ยินเสียงบ่นของแม่ตั้งแต่เช้าว่า 'มากินข้าวได้แล้ว' แต่พวกเราจะได้เจอกับแม่พร้อมกับรอยยิ้มสดใสเจือความกังวลเพียงแค่เดือนละครั้ง ภาพของแม่ที่เดินหันหลังจากไปทำให้น้ำตาไหล ในเส้นทางที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ถ้าเดินออกจากตรงนี้ พวกเราก็ไม่มีที่อื่นให้อยู่หรือไป

ถ้าคุณได้ดู <Real Documentary Bigbang>คุณจะเห็นภาพที่ผมกดดันเพื่อนๆ อยู่บ่อยๆ

"ถ้าทำแบบนั้นเป็นร้อยๆ ครั้งร่างกายก็ไม่ชินหรอก เพราะอย่างนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องฝึก!"
"ล้มเข่ากระแทกครั้งนึงมันจะตายหรอไง? เตรียมตัวให้ดีแล้วก็หมุนให้มันมีพลัง มันไม่ได้เจ็บขนาดนั้นหรอกน่า!"
"เวลาฉันพูดอะไรก็ฟังหน่อยไม่ได้หรอไง ?"
"ทำอย่างนั้นไม่ได้ เหลือเวลาแค่วันเดียวพวกนายยังไปนอนอยู่ที่ไหนอีก?"

ในตอนนั้นก็เริ่มมีการปล่อย <Real Documentary Bigbang> ลงใน Internet เพราะคำพูดแรงๆ ของผมที่มีต่อสมาชิกในวง ทำให้ผมมีชื่อเล่นเพิ่มขึ้นอย่าง 'ควอนGรัล', 'จียงกระดาษทราย', 'จียงจอมบึ้ง' ออกมาด้วย

เดือนมิถุนายนปี 2006 ก่อนเข้ารับการทดสอบครั้งสุดท้าย พวกเราจะมีการเทสต์แบบจริงจังโดยการเป็น Back dancer ให้กับพี่ Se7en ในคอนเสิร์ต พวกเราต้องแสดง Team work ที่ดีที่สุดและความสามารถที่ได้ฝึกมาอย่างหนักในตอนนั้นบนเวทีที่จะเป็นการตัดสินผู้ถูกคัดออกครั้งสุดท้าย พี่ Se7en ก็กังวลกับพวกเราเหมือนกัน ผมเองก็ตื่นเต้นแล้วก็เป็นกังวลนู่นนี่แบบไม่มีเหตุผล

จนในที่สุดก็เริ่มซ้อมใหญ่ ในตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่พวกเราทั้ง 6 คนได้ยืนบนเวทีใหญ่ขนาดนั้น มันเป็นการซ้อมใหญ่ครั้งเดียวพวกเราจึงต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับตำแหน่งบนเวทีและเต้นให้ออกมาดีที่สุด แต่ทว่าตอนที่ยองเบกระโดดตีลังกา เขาก็พลาดเสียหลักล้มลง แค่ความผิดพลาดก็แย่พอแล้ว ปัญหาใหญ่คือเขายังบาดเจ็บที่มือด้วย พวกเราในตอนนั้นสับสนกันมากจนไม่รู้จะทำยังไง ยองเบที่เป็นคนเจ็บเองก็กังวลเหมือนกัน แต่ว่าถ้าต้องเปลี่ยนตำแหน่งการยืนใหม่ทั้งหมดเพราะอาการบาดเจ็บของยองเบ ทุกอย่างก็จะพัง

ส่วนยองเบก็ไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาให้เห็น แล้วก็ยังบอกกับเพื่อนๆ ว่า'ไม่เป็นไร' เพื่อให้ทุกคนไม่เป็นกังวล แต่เลือดออกที่มือมันก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว เขาแสร้งทำเป็นใจเย็นแค่นั้น พวกเราเริ่มกลับสู่สภาพปกติอีกครั้งแล้วก็ซ้อมต่อจนจบเพลง แต่ว่าหลังลงเวทีมาจากการซ้อม ผมก็เริ่มอัดใส่เพื่อนในวงเรื่องความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทันที

"ฉันก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่พวกนายทำอะไรกันอยู่? ถ้าฉันไม่ตะโกนเรียก พวกนายก็จะยืนอยู่อย่างนั้นต่อไปใช่มั้ย? ยองเบล้มแล้วก็ลุกขึ้นได้แล้ว พวกนายยังยืนนิ่งทำท่าแบบ 'โอ๊ะ! ทำยังไงดี?' อยู่อย่างงั้นหรอ? ถ้าเขาล้มตอนแสดงจริงๆ แล้วพวกนายจะทำยังไง?"

มันเหมือนนิสัยไปแล้ว คำพูดที่เจ็บปวดหลุดออกจากปากผมมากมาย "ตอนนี้มันของจริงแล้ว ของจริง! แสดงฝีมือจริงๆ ออกมาหน่อยสิ" จนถึงเวลาต้องขึ้นแสดงบนเวที เสียงของผมก็ยังดังไม่หยุด "เอ้า! อยู่ในที่ของตัวเอง ใส่อารมณ์เข้าไป! เวลาเต้นอยู่ก็ให้ดูตำแหน่งคนข้างๆ ด้วยนะ"

จนถึงตอนนี้ ผมลองมาคิดดูอีกทีว่าผมก็ได้ให้กำลังใจและก็ทำให้เพื่อนๆ ที่ตื่นเต้นใจเย็นลงได้ แต่ว่าในตอนนั้น ผมเองก็ภาวนาไว้ว่าไม่อยากให้มีใครซักคนต้องถูกคัดออกเลยจริงๆ

 

 

-Little Loola ก่อนเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดใน YG-

หลายๆ คนคงจะรู้แล้ว ผมมา Casting ด้วยการเป็นเด็กฝึกหัดของ YG Entertainment และได้มีโอกาสแสดงเป็น 'Little Loola' ในมิวสิควีดีโอของรุ่นพี่ Loola

ด้วยความโชคดี แม่ของผมให้ความสนใจอย่างมากกับการมีประสบการณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย ตั้งแต่เด็กแล้วที่ผมจับมือแม่แล้วเดินเข้าไปในงานออดิชัน และงานต่างๆ ด้วยกัน ตอนนี้หากลองคิดดูแล้ว ผมก็เป็นเด็กที่ลุยเดี่ยวตลอดโดยไม่ต้องพึ่งคู่หู ไม่ว่าจะต่อหน้าผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่าหรือต่อหน้าผู้คนอื่นๆ ผมก็จะเป็น 'เด็กอนาคตไกล' ที่ไม่เคยตื่นกลัว

ผมไม่รู้ว่าที่คนอื่นพูดถึงคำว่า ‘ความสามารถ' มันคืออะไร แต่เพราะว่าผมพอใจกับมันมากๆ ก็เลยมีความสุขที่จะทำ และสิ่งที่เป็นโชคยิ่งขึ้นคือจุดที่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่และผู้คนรอบข้าง

ผมไม่เคยลองคิดด้วยตัวเอง และก็ไม่เคยมีนิสัยซึมเศร้าเหมือนสายตาที่สื่อออกมา ผมเป็นคนที่เข้าสังคม 100% นะครับ วิธีคิดของผมคือ ถ้าทำได้ดีก็จะมีความสุขแต่ถ้าทำไม่ได้ต่อไปเดี๋ยวก็ทำได้เอง ผมแค่ชอบเล่นสนุก ทั้งตอนนี้และในตอนม.ต้น ผมก็ยังคงติดต่อกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนตอนม.ต้นอยู่ แต่ว่าผมจะออกไปพบกับเพื่อนๆบ่อยๆ หรือไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ไม่ได้แล้วก็เลยรู้สึกเสียใจนิดหน่อย

ผมไม่ค่อยได้ติดต่อกับเพื่อนๆ เท่าไหร่นักหลังจากเข้าไปเป็นเด็กฝึกหัดใน YG เวลาอยู่คนเดียวแล้วมันเบื่อก็ต้องแต่งเพลง เขียนเนื้อ rap จนกลายเป็นงานอดิเรกของผมไปแล้ว เวลาที่เพื่อนๆ กำลังเล่นเกมอยู่ ผมจะสนุกกับการทำเพลง นี่คงเป็นจุดแตกต่างเล็กๆ ของผมกับเพื่อนๆ ใช่มั้ยครับ?

บางทีผมก็รู้สึกเหนื่อยแล้วก็เบื่อเล็กน้อย แต่ว่าการเป็นเด็กฝึกหัดสำหรับผมมันไม่ใช่ความทุกข์สาหัสนัก แม้ว่าจะเหนื่อยและมีเวลาที่ได้ออกไปสนุกกับเพื่อนๆ ลดลงก็ตาม แต่ในบางทีผมก็ได้แสดงและยืนบนเวทีร่วมกับรุ่นพี่ทั้งชายและหญิงรวมถึงได้ถ่าย Music Video ด้วยกัน การได้ 'เลียนแบบเป็นศิลปิน' เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขของผม

ถ้าหากไปโรงเรียนก็ต้องทำการบ้าน ถ้าออกไปทำงานก็ต้องนำเสนอโปรเจค ในระหว่างการเป็นเด็กฝึกหัด การบ้านของผมในแต่ละอาทิตย์คือการอัดวีดีโอการฝึกฝนใหม่ๆ ของผมส่งให้ประธานยาง แต่เพราะว่าการ rap และการเขียนเพลงเป็นงานอดิเรก ผมมักจะนำเพลงของศิลปินต่างชาติมาทำเนื้อ rap ใหม่แล้วก็เขียนเนื้อใหม่มากกว่าการร้องเสียอีก ประธานยางจะให้หัวข้อผมมาเพื่อให้ผมแต่งเพลงและทำเพลงมาประมาณหนึ่งเพลงในหนึ่งอาทิตย์ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ในตอนนั้น แต่ช่วงเวลาที่ไม่ได้พักเลยตลอด 6 ปีที่ผมเป็นเด็กฝึกหัดมา ดูเหมือนว่าจะเป็นการช่วยเหลืออย่างมากสำหรับการแต่งเพลงและทำเพลงของผมในตอนนี้

 

 

-มันเป็นเรื่องโง่ยิ่งกว่าความล้มเหลวที่จะไม่พยายามและหวาดกลัวต่อมัน -

ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่การคัดเลือกเข้ามาเป็นสมาชิกในวงก็ทำให้ผมเป็นกังวลขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน แม้จะบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่า 'จะทำผิดพลาดไม่ได้' แต่ความรู้สึกกังวลเพื่อการอยู่รอดนั้นหนักมาก นอกเหนือจากผมที่มองแต่เรื่องดีๆ แล้ว เพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์เพียงเล็กน้อยจะเป็นยังไง? เพื่อไม่ให้ตกสู่ความทุกข์ไร้สาระพวกนี้ ผมคงต้องทำตัวแย่กว่าแต่ก่อนแล้วผมก็ต้องกลายเป็นคนเลว

จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่คำพูดทั้งหลายที่ผมใช้กดดันสมาชิกก็คือคำพูดที่ผมได้รับมากับตัวเอง ประธานยางฮยอนซอกเคยบอกเอาไว้ว่า 'ทำให้ดีที่สุด และรู้ไว้ว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่ถูกต้องจริงๆ มันต่างกัน’ ซึ่งความหมายของมันก็คือ 'ความสามารถที่มีอยู่กับตัว กับการแสดงออกมาด้วยความพยายามมันต่างกัน'

จนถึงตอนนี้หากไม่สามารถเป็นศิลปินที่เชื่อมั่นในงานที่ชอบที่สุดและเชื่อว่าผมทำมันได้ดีที่สุดแล้ว อนาคตของผมจะเป็นยังไง? ไม่ว่าที่ไหนถ้าผมปล่อยความคิดให้สบายก็จะหลับฝันดีได้ แต่จนกระทั่งผมเริ่มฝันร้าย

ตอนนั้นในช่วงเย็นวันหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็เกิดฝนพายุรุนแรงพัดอยู่นอกหน้าต่าง ลมพัดแรงถึงขนาดทำให้เม็ดฝนสาดเข้ามาในช่องระหว่างหน้าต่างที่เปิดอยู่ ตอนที่ผมกำลังจะปิดหน้าต่าง ผมก็เห็นแมงมุมตัวนึงกำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดกับพายุฝน

เพื่อนตัวเล็กถูกหยาดฝนสาดกระทบร่างกาย ไม่นานมันก็ไต่ขึ้นด้านบนไปยังใยแมงมุนที่กำลังตกอยู่ในอันตราย ถ้าโดยปกติแล้วผมจะไม่จ้องมองอย่างสนอกสนใจขนาดนี้ แต่ว่าในวันนั้น ภาพของแมงมุมตัวเล็กนั้นไม่เหมือนกับตัวอื่นๆ เลย ผมลืมความจริงที่ต้องปิดหน้าต่างไปสนิทและจ้องมองไปยังแมงมุมตัวนั้นเฉยๆ เวลาที่ได้มองสิ่งมีชีวิตเล็กตัวนั้นแล้วความรู้สึกประหลาดใจก็ไหลเข้ามา

‘เจ้าเพื่อนตัวนี้คงรู้ เมื่อพายุฝนผ่านไปแล้วท้องฟ้าที่สดใสก็จะปรากฏอีกครั้ง แม้ว่าใยแมงมุมจะถูกทำลายเพราะลมพายุนั้น แต่สิ่งเดียวที่เลือกทำได้ตอนนี้คือพยายามต่อไป’

สิ่งที่แมงมุมกระเสือกกระสนอยู่บนใยบางๆ นั้นคือ 'การมีชีวิตรอด' และสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างของผมคือความฝันที่จะเป็น ‘ศิลปิน’ ถ้าไม่มีความเอาจริงเอาจังก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่การได้สนุกกับชื่อเสียงยิ่งใหญ่ แต่เป็นความกระตือรือร้นที่อยากจะร้องเพลงและหายใจไปกับผู้คนที่ร้องเพลงของผมต่างหาก! ชีวิตที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายเพื่อความสำเร็จในความฝันนั้น… นอกจากสิ่งนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผมมีความสุขไปมากกว่านี้อีกแล้ว

 

 

 


-BIGBANG มากับความสามารถ? ไม่ใช่ ความพยายามต่างหาก! -


ก่อนเดบิวต์มีเรื่องราวพูดถึงการรวมกลุ่มในชื่อ BIGBANG ว่าเป็น 'กลุ่มศิลปินที่จะร้องแนว Hiphop', 'Idol ที่เต็มไปด้วยความสามารถ', 'Idol ที่แตกต่าง'... บ้าง แต่คำพูดที่ถูกต้องคือ 'และเป็น Idol ที่สร้างขึ้นตามแผนที่วางไว้' ใช่เลยครับ BIGBANG เป็น Idol ที่ถูกสร้างขึ้น ไม่มีการได้อะไรมาอย่างฟรีๆ แน่นอน เมื่อสมาชิกกระโดดข้ามขีดจำกัดของตัวเองและแสดงความสามารถของตัวเองออกมา พวกเราจึงเป็น Idol ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา

หลายๆ คนอาจที่เห็นผมแต่งเพลง ทำเพลง Producing เพลงเอง แล้วเรียกผมว่า 'พวกกินคนเดียว' แต่ผมว่ามันก็ไม่ถูกต้องหมดนะครับ เพลงๆ หนึ่งของ BIGBANG นั้นทำขึ้นโดยความรู้สึกของพวกเรา สีสันที่แตกต่างระหว่างพวกเราทั้ง 5 คน เวลาอัดเสียงในแต่ละส่วนไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ได้ แต่ต้องอัดแบบ 'จนกว่าตัวเองจะพอใจ' เพื่อให้ค้นหาเสียงและความรู้สึกได้ลงตัวกับเนื้อเพลงและเสียงเพลง มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะพูดว่า "ตอนนี้ก็ดีแล้ว" หรือ "ทำดีแล้วนะ" เพื่อแคร์กับความรู้สึกของใคร


ไม่ว่าใครจะพูดอะไร สำหรับ BIGBANG แล้วเข้าใกล้กับคำว่า 'ความพยายาม' มากกว่าคำว่า 'ความสามารถ' เมื่อพวกเราพยายามเพื่อแสดงสีสันของแต่ละคนออกมาในทีมแล้วมันก็จะเข้ากันอย่างลงตัวได้ สำหรับพวกเราที่นอกจากจะเป็น Idol ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยใครต่อใครแล้ว ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็น Idol ที่พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา


เสียงของพี่ท๊อปนั้นเต็มไปด้วยพลังที่ดึงดูดคนด้วยเสน่ห์ของ 'สุดยอด Rapper' ไม่ใช่เพียงแค่ตอนที่ Rap เท่านั้น เสียงของเขาที่ให้ความรู้สึกเหมือนธรรมชาติของสัตว์ เขาจะแสดง Synergy Effect และดึงจุดสนใจให้กับตัวตนที่แท้จริงของทีมเรา

แทยังจะทำให้ทุกๆ คนสนุกไปกับทุกๆ ครั้งที่ได้ดูการแสดงของเขา ถึงแม้ว่าเวลาที่เขาอยู่เฉยๆ เขาจะเป็นเพื่อนที่บริสุทธิ์และมีเงียบๆ แต่ถ้าเขาขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้ว ผมเองยังมองเลยว่า เขาจะสามารถสร้างเวทีที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดออกมาและมอบภาพลักษณ์ที่ดูเท่และแข็งแรงได้ บางครั้งผมก็รู้สึกภูมิใจเมื่อได้คิดว่า 'เพื่อนของผมที่ก้าวมาเป็นเด็กฝึกหัดร่วมกับผมถึง 6 ปีคือยองเบใช่มั้ยเนี่ย?'

แดซองเป็นคนฉลาดและสดใสและเต็มไปด้วย Endorphine เวลาที่เขาร้องเพลงเศร้า เขาก็จะสื่อความรู้สึกเศร้าๆ ออกมาได้ เวลาที่เขาร้องเพลง Trot เขาก็จะแสดงภาพลักษณ์ได้เต็มที่และทำได้เหมือนเป็นศิลปิน Trot จริงๆ แดซองก็เหมือนกับกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีสันด้วยตัวตนของเขาตามสถานการณ์รอบตัวได้

ซึงรีกำลังจะก้าวข้ามจากเด็กหนุ่มเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้วหรือ? แม้ว่าโดยปกติแล้วซึงรีจะเป็นเหมือนน้องชายที่สนิทกับผมมาก แต่เวลาที่เขายืนอยู่บนเวทีแล้ว เขาจะทำให้คนดูประหลาดใจด้วยเสน่ห์แบบผู้ชายของเขา <Strong BaBy> ที่ผมแต่งให้กับเขาเป็นของขวัญ ซึงรีก็จะมีความพยายามและความต้องการที่จะสร้างเวทีของเขาเองให้แตกต่างและคิดท่าเต้นด้วยตัวของเขาเอง
 

บางครั้งผมกับยองเบก็คุยกันเล่นๆ ว่า "ก่อนที่จะรวมกลุ่มเป็น BIGBANG ถ้าเราสองคนเดบิวต์ออกมาเป็น Duo จะเป็นยังไงนะ?" มันไม่ใช่จินตนาการง่ายๆ เลยครับ เพราะว่า BIGBANG ที่รวมจุดดีๆ ที่แตกต่างมากมายในตอนนี้นั้นกฌเหมือนกับการรวมชิ้นส่วนห้าชิ้นเพื่อการสร้างวงกลมหนึ่งวง ผมรู้สึกขอบคุณต่อการพบเจอของพวกเราที่เหมือนกับความมหัศจรรย์ และรู้สึกขอบคุณมากกว่ากับการรวมกลุ่มของพวกเรา BIGBANG ที่เป็นยิ่งกว่าการได้เป็นดาราที่โด่งดัง

เมื่อรวมเป็น BIGBANG แล้วพวกเราจะส่องประกายที่สุด แม้ว่าสมาชิกทั้ง 5 คนจะเต็มไปด้วยพลังที่แข็งแรงแต่เมื่อสิ่งนั้นทั้ง 5 มาอยู่รวมกันแล้วก็จะสามารถสร้างพลังมากมายได้ สิ่งที่คอยสอนให้การถ่อมตัวต่อความสามารถของผม สอนให้ผมได้รู้ถึงการทำงานเป็นกลุ่ม ผมรู้สึกขอบคุณที่สมาชิกทุกๆ คนได้เข้ามารวมกันเป็นทีมภายใต้ชื่อของ BIGBANG


พวกเราเคยจัดคอนเสิร์ตที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้วครับ ตอนนั้นที่พวกเรากำลังเริ่มร้องเพลงสุดท้าย อยู่ดีๆ เพลงก็หยุดลงเพราะปัญหาเกี่ยวกับระบบเสียง ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบนเวที ผมยืนนิ่งแบบไม่รู้จะจัดการกับมันยังไง

แต่ว่าในตอนนั้นก็มีคนเริ่มต้น Beatbox แบบไม่ได้เตรียมกันมาก่อน ผมเลย rap ต่อให้เข้ากับ Beatbox นั้น เริ่มมีเสียงตะโกนร้อง และเสียงปรบมือบนเวที ดึงให้ผู้ชมตอบสนองกับคอนเสิร์ตอีกครั้ง

เหตุการณ์แบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และพวกเราก็ไม่เคยฝึกเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยแต่ว่ามันไม่ใช่แค่เหตุการณ์วิกฤติในช่วงเสี้ยววินาที พวกเราได้แลกเปลี่ยนความเชื่อใจที่อยู่ลึกๆ ในสายตาเหล่านั้นและเกิดความเชื่อมั่นระหว่างพวกเรากันเอง

ไม่มีคำพูดอะไรออกจากจากปากพวกเราหลังจากลงมาจากเวที นอกจากอ้อมกอดระหว่างกัน

 

 

 

 

บทที่ 2 :: พยายามแล้วมีความสุข, มีความสุขแล้วพยายาม... , วิถีปลดปล่อยตัวผม

 

-เพราะว่าเริ่มต้นเร็วกว่าคนอื่นก็เลยต้องทำให้ดีกว่า -

 

 

ถึงแม้ว่าจะเป็น BIGBANG ที่เวลายืนอยู่บนเวทีแล้วจะรู้สึกเหมือนกับมีโลกทั้งใบและไร้ความหวาดกลัวก็ตาม แต่สมาชิกในวงรวมผมด้วยก็ไม่มีความเป็นกันเองเลยจริงๆก็เลยทำให้บางทีก็เข้าใจผิดกัน แม้ว่าจะพยายามอธิบายแต่ว่าถ้ายังไม่มีความเข้าใจกันแบบนี้ หนทางที่พวกเรากำลังเดินไปก็คงอีกยาวไกล

สมาชิกวง BIGBANG ทุกคนเรียนรู้ชีวิตของการเป็นเด็กฝึกหัดมาด้วยกัน ยิ่งกว่าการอยู่บนเวทีต่อหน้าคนมากมาย คนขี้ขลาดก็จะหวาดกลัวคนแปลกหน้าเพียงแค่คนเดียว บางครั้งผมเองก็อายจนหน้าแดงเวลาที่ต้องเจอแฟนๆ ไม่เหมือนกับแดซองที่เป็นที่รู้จักและก็นิสัยดี ทุกครั้งที่ออกรายการวาไรตี้ทีไรก็จะแสดงความสดใสเสมอๆ

ดังนั้นแล้วถ้านับสิ่งที่ขาดแคลนสำหรับการเป็น BIGBANG ของผมคือการพูดผูกมิตร ก่อนเดบิวต์แค่ประโยคสั้นๆ ธรรมดา อย่าง "ทานข้าวหรือยังครับ?" ผมยังพูดออกมาไม่ได้เลย ใจของผมก็อยากจะพูดออกมาจริงๆ หลายคำ อย่างเช่น "รุ่นพี่ครับ อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จมากเลยนะครับ" หรือไม่ก็ "ผู้กำกับครับ พวกเราไม่ได้เรื่องแบบนี้คงเหนื่อยมากใช่มั้ยครับ?" แต่ว่าเวลายืนอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ แล้วปากของผมจะไม่ยอมอ้าเลย ถ้าผมทักทายคนอื่นเพียงแค่ว่า "สวัสดีครับ!" ผมก็ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไรต่อแล้ว

การกล่าวกับตัวเองว่า 'ทำได้แน่ๆ' แล้วสุดท้ายก็ทำไม่ได้ด้วยตัวเอง มันก็เหมือนไม่ได้ทำตามที่พูด ด้วยความคิดแบบนั้นทำให้ผมรู้ว่าอะไรๆก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง หากกลิ้งก้อนหิมะขนาดเท่ากำปั้นให้ใหญ่ขึ้นก็สามารถสร้างเป็นตุ๊กตาหิมะได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องเริ่มดูสักครั้ง อะไรๆมันก็ยากแค่ตอนแรก ไม่ว่าจะเป็นทักษะหรือธรรมชาติของคนก็ต้องพยายามเพื่อให้พัฒนายิ่งขึ้น

'ก่อนจะเป็นศิลปิน เป็นคนให้ได้ก่อน' นี่เป็นคำพูดเพื่อนำทางให้กับเด็กฝึกหัดของ YG ถึงจะร้องเพลงเก่งก็จริง แต่จะเป็นศิลปินที่ได้รับการเคารพและยอมรับได้หรือเปล่า? ถ้าเป็นคนที่ไม่สนใจวิธีการอะไรๆเลยแล้วคนอื่นเค้าจะให้ความรักหรอ? คนที่ไม่รู้จักทำความรู้จักกับคนอื่นหรือมีความรู้สึกซาบซึ้งต่ออะไรๆจะสามารถเขียนเนื้อเพลงเพราะๆออกมาได้หรอ? ดูเหมือนมันจะเป็นปัญหาที่ผมต้องคิดอยู่ลึกๆ

พวกเรารู้ดีครับ เพราะเริ่มต้นก่อนคนอื่น ตอนนี้ก็เลยได้รับการยอมรับที่ไม่ค่อยสมควรจะได้รับนัก แต่ว่าพวกเราก็ต้องรู้จักถ่อมตัว และถ้าไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง ไม่นานก็อาจจะถอยหลังก็ได้


ตอนแรกที่เข้ามาเป็นเด็กฝึกหัด ผมต้องยับยั้งชั่งใจต่อเสื้อผ้าหรือสิ่งที่อยากได้ ผมเคยไปคอนเสิร์ตด้วยรถไฟฟ้าหรือไม่ก็รถประจำทางด้วยครับ ถ้าพวกพี่ๆเหนื่อยกัน ผมก็บอกว่าไม่ต้องช่วยผม เดี๋ยวจะวิ่งไปเอง ผมเคยต้องค้นหาสิ่งที่ผมสามารถทำได้ด้วยร่างกายของเด็กขนาดนั้น

ตอนนี้ก็ยังคงไม่แตกต่าง แม้ว่าผมจะเป็น BIGBANG แล้วก็ไม่ใช่ว่าผมจะเปลี่ยนไป แม้ว่าจะได้ขึ้นในรถตู้ตามต้องการ พี่ผู้จัดการและพี่ๆทีมงานก็คอยช่วยเหลือพวกเรา ได้ใส่เสื้อผ้าที่ดีๆกว่าคนอื่นๆก็แค่นั้น พวกเรารู้ดีว่าอะไรๆคงเป็นไปไม่ได้ถ้าหากลืมความเป็นตัวของเราเอง การได้อับดับ 1 บนชาร์ตเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงโปรโมทหรือยอดขายอัลบั้มก็เป็นเหมือนโบนัสอย่างหนึ่งที่แถมมากับ 'การที่พวกเราพยายาม' ไม่ว่านานแค่ไหน พวกเราก็ยังคงเป็นเด็กฝึกหัดอยู่เสมอ

 

 

Credit :: Cute*JJ @ bigbangthailand  , LiTTlE WhiTe BeaR [ใบชา]